Thor: Love and Thunder (2022) – ธอร์: ด้วยรักและอัสนี เพลิงแค้นผู้พิฆาตเทพ การหวนคืนของไมตี้ธอร์ สู่บทกวีร็อกแอนด์โรลหลากสีสันของ ไทกา ไวทีที และ คริส เฮมส์เวิร์ธ
ในฐานะภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ภาคเดี่ยวลำดับที่ 4 ของจักรวาลภาพยนตร์มาร์เวล (Marvel Cinematic Universe – MCU) เฟส 4 Thor: Love and Thunder (2022) หรือในชื่อไทย ธอร์: ด้วยรักและอัสนี ผลงานการกำกับและร่วมเขียนบทของ ไทกา ไวทีที (Taika Waititi ผู้กำกับออสการ์จาก Jojo Rabbit และ Thor: Ragnarok) คือภาพยนตร์ชิ้นเอกที่ผสมผสานอารมณ์ขันจัดจ้านเข้ากับดนตรีฮาร์ดร็อกยุค 80s และโศกนาฏกรรมความรัก หนังนำ คริส เฮมส์เวิร์ธ (Chris Hemsworth) กลับมารับบท ธอร์ เทพเจ้าสายฟ้า ประกบคู่กับการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของ นาตาลี พอร์ตแมน (Natalie Portman) ในบทบาท เจน ฟอสเตอร์ หรือ “เดอะ ไมตี้ ธอร์” (The Mighty Thor) พร้อมเปิดตัว คริสเตียน เบล (Christian Bale) ในบท กอร์ ผู้พิฆาตเทพ (Gorr the God Butcher) หนึ่งในวายร้ายที่มืดมนและน่าสะพรึงกลัวที่สุด ร่วมด้วย เทสซา ทอมป์สัน (Tessa Thompson) ในบท ราชาวัลคีรี และ รัสเซล โครว์ (Russell Crowe) ในบท มหาเทพซุส
เรื่องย่อ: เพลิงแค้นสู่การสังหารเทพ สู่การกอบกู้หัวใจและเด็กๆ แห่งนิวแอสการ์ด
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นด้วยโศกนาฏกรรมของ กอร์ (รับบทโดย คริสเตียน เบล) ชายผู้สูญเสียบุตรสาวอันเป็นที่รักท่ามกลางผืนทะเลทรายแห้งแล้ง แม้เขาจะสวดอ้อนวอนต่อเทพเจ้าประจำเผ่า แต่เมื่อได้พบเทพตัวจริง เขากลับถูกหัวเราะเยาะและเหยียดหยาม ความเจ็บปวดและความสิ้นหวังนำพาให้กอร์ได้ครอบครอง “ดาบเนโครซอร์ด” (All-Black the Necrosword) อาวุธโบราณที่สามารถสังหารทวยเทพได้ กอร์จึงตั้งปณิธานว่าจะกวาดล้างเทพเจ้าทุกองค์ให้หมดสิ้นไปจากจักรวาล
ขณะเดียวกัน ธอร์ (รับบทโดย คริส เฮมส์เวิร์ธ) ซึ่งออกเดินทางผจญภัยและฟื้นฟูสภาพจิตใจร่วมกับทีม Guardians of the Galaxy ได้รับสัญญาณขอความช่วยเหลือจาก ซิฟ (Sif) จึงมุ่งหน้ากลับมายัง “นิวแอสการ์ด” (New Asgard) บนโลกมนุษย์ ที่นั่นเขาพบว่าเมืองกำลังถูกกองทัพเงาของกอร์บุกโจมตี และกอร์ได้ลักพาตัวเด็กๆ ลูกหลานชาวแอสการ์ดไปยัง “แดนเงา” (Shadow Realm)
ระหว่างการต่อสู้ ธอร์ได้พบกับเรื่องน่าตกตะลึง เมื่อค้อนโยเนียร์ (Mjolnir) ที่เคยแตกละเอียด ได้ประกอบตัวขึ้นมาใหม่และเลือกนายคนใหม่ ซึ่งไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก ดร.เจน ฟอสเตอร์ (รับบทโดย นาตาลี พอร์ตแมน) อดีตคนรักของเขา ที่กำลังเผชิญกับโรคมะเร็งระยะสุดท้าย และพลังของค้อนช่วยมอบพละกำลังระดับเทพให้เธอชั่วคราวในฐานะ “ไมตี้ธอร์”
ธอร์, เจน, วัลคีรี และ คอร์ก ต้องร่วมมือกันเดินทางไปยัง “โอลิมปัสซิตี้” เพื่อขอกำลังเสริมและสายฟ้าทรงพลังจาก มหาเทพซุส (รับบทโดย รัสเซล โครว์) ก่อนจะมุ่งหน้าสู่แดนเงาเพื่อช่วยเหลือเด็กๆ และสกัดกั้นไม่ให้กอร์เดินทางไปถึง “เอเทอร์นิตี้” (Eternity) องค์ความจริงแห่งเอกภพที่สามารถประทานพรข้อใดก็ได้ให้แก่ผู้ที่ไปถึงเป็นคนแรก นำไปสู่มหาศึกไคลแมกซ์ที่ต้องแลกมาด้วยความรัก ชีวิต และบทเรียนว่าด้วยการสูญเสีย
สุนทรียะแห่งร็อกยุค 80s แดนเงาไร้สีสัน และหัวใจอันเปราะบางของทวยเทพ
Thor: Love and Thunder (2022) โดดเด่นด้วยการใช้ภาษาภาพที่ฉูดฉาด สีสันสไตล์นีออนเรโทร ผสานเข้ากับเพลย์ลิสต์เพลงร็อกระดับตำนานของวง Guns N’ Roses เช่น “Sweet Child O’ Mine”, “Welcome to the Jungle” และ “November Rain” ที่ขับเคลื่อนฉากแอ็กชันให้มีพลังและสนุกสนาน ทว่าจุดตัดกันที่ยอดเยี่ยมที่สุดคือ งานกำกับภาพใน “แดนเงา” (Shadow Realm) ที่ผู้กำกับเลือกตัดสีสันทั้งหมดออกไป เหลือเพียงภาพขาว-ดำสนิท ขับเน้นแสงประกายสีทองจากสายฟ้าของซุสและประกายฟ้าผ่าของธอร์ได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ
ความยอดเยี่ยมสูงสุดของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ การแสดงอันทรงพลังของ คริสเตียน เบล ในบท กอร์ ที่มอบมิติความแค้น ความสยดสยอง และความน่าเวทนาได้อย่างไร้ที่ติ ขณะที่เคมีความรักระหว่าง คริส เฮมส์เวิร์ธ และ นาตาลี พอร์ตแมน ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างอบอุ่นและซาบซึ้ง ปมเรื่องโรคมะเร็งของเจนช่วยถ่วงน้ำหนักความตลกของหนัง ให้กลับมาแตะประเด็นมนุษยธรรม ความเปราะบางของชีวิต และการเลือกที่จะรักแม้รู้ว่าปลายทางคือความเจ็บปวด
ทำไมถึงเป็นภาพยนตร์ที่คุณต้องไปเป็นพยานด้วยตัวเอง?
- การแสดงระดับเทพของ คริสเตียน เบล ในบท ‘กอร์’: วายร้ายสายดาร์กที่เล่นได้น่าขนลุก เยือกเย็น และมีแรงจูงใจที่จับใจคนดู
- การแปลงโฉมเป็น ‘ไมตี้ธอร์’ ของ นาตาลี พอร์ตแมน: การควงค้อนโยเนียร์สุดเท่ พร้อมมิติตัวละครที่เข้มข้นสะเทือนอารมณ์
- งานภาพขาว-ดำสุดประณีตใน แดนเงา (Shadow Realm): ซีนต่อสู้ที่โดดเด่น แปลกใหม่ และสวยงามที่สุดฉากหนึ่งในจักรวาล Marvel
- ซาวด์แทร็กฮาร์ดร็อก Guns N’ Roses สุดเร้าใจ: ดนตรีประกอบยุค 80s ที่ระเบิดพลังความมันส์เข้ากับสไตล์ของ ไทกา ไวทีที
- ผลงานขึ้นหิ้งสำหรับคอหนัง Superhero, Action, Comedy, Fantasy, Romance, Marvel (MCU): ภาคต่อสายฟ้าฟาดที่ครบรสทั้งความฮา แอ็กชันสุดเหวี่ยง และความรักที่กินใจ